เขาอกทะลุเป็นภูเขาหินปูนวางตัวอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ ยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๒๔๕เมตร ยาวประมาณ ๒กิโลเมตร ส่วนกว้างที่สุดประมาณ ๑กิโลเมตรบนภูเขาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาชนิด พื้นที่เชิงเขามีประชาชนอยู่อาศัยและใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือมีลำคลองไหลผ่าน เรียกว่า คลองโรงตรวน ไหลไปทางทิศตะวันออกผ่านบ้านม่วง บ้านควนสมาไปรวมกับคลองอื่นๆ ที่บ้านห้วยควน เรียกว่า คลองลำปำ ไหลออกทะเลสาบสงขลาที่บ้านลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง ด้านใต้ของภูเขา มีคลองตำนานไหลผ่านเขาอกทะลุ บ้านทุ่งไหม้ บ้านควนมะพร้าว บ้านควนแร่ ไปรวมกับคลองที่บ้านหัวควน เส้นทางเหล่านี้อดีตเชื่อว่าเป็นทางคมนาคมของชุมชนโบราณหลายแหล่ง เช่น ชุมชนบ้านม่วง ชุมชนบ้านควนมะพร้าวหรือชุมชนบ้านพญาขัน ชุมชนบ้านควนแร่ ชุมชนบ้านควนสารและชุมชนบ้านลำปำ เป็นต้น
เขาอกทะลุ เป็นเขาที่มีความสำคัญของจังหวัดพัทลุง ในฐานะเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเจ้าแม่ดุดี เจ้าแห่งเขาอกทะลุ ชาวเมืองพัทลุงเชื่อถือเปรียบเสมือนเสาหลักเมืองพัทลุง ด้วยเหตุนี้ทางราชการจึงเอาภาพเขาอกทะลุและเจดีย์บนยอดเขาทำเป็นตราสัญลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง เขาอกทะลุยังเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญของจังหวัด ภายในถ้ำต่างๆ บนเขามีการค้นพบพระพิมพ์ดินดิบศิลปะสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓) จำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าบริเวณพื้นที่เขาอกทะลุเคยเป็นที่ประกอบกิจกรรมของผู้คนหรือนักบวชภิกษุสงฆ์ในอดีต จึงได้มีการทิ้งร่องรอยศิลปวัตถุไว้เป็นหลักฐาน
สำหรับตำนานของภูเขาลูกนี้มีอเรื่องเล่าว่า นานมาแล้วมีครอบครัวหนึ่งสามีชื่อนายเมืองเป็นพ่อค้าช้าง มีภรรยาสองคนภรรยาหลวงชื่อนางสินลาลุดี หรือนางดุดี ภรรยาน้อยชื่อนางบุปผาแต่มักทะเลาะตบตีกันเสมอ นายเมืองมีลูกสาวเกิดจากภรรยาหลวงคนหนึ่งชื่อนางยี่สุ่นชื่นชอบการค้าขาย ส่วนภรรยาน้อยมีลูกชายชื่อนายซังกั้ง มีนิสัยเกเร วันหนึ่งนายเมืองเดินทางไปค้าขายช้างต่างถิ่น ลูกสาวออกเรือสำเภาไปเมืองจีน ส่วนลูกชายท่องเที่ยวสนุกกับเพื่อน ทั้งสามไม่ได้กลับบ้าน มีเพียงภรรยาหลวงนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน และภรรยาน้อยกำลังตำข้าว ไม่นานทั้งสองเกิดมีปากเสียง ภรรยาหลวงใช้กระสวยทอผ้าพาดไปที่ศีรษะของภรรยาน้อย ทำให้แผลแตกเลือดไหลโกรก ภรรยาน้อยไม่ปราณีใช้สากตำข้าวแทงและกระทุ้งตรงทรวงอกของภรรยาหลวงจนทะลุ ในที่สุดทั้งสองก็ถึงแก่ความตาย กลายสภาเป็นภูเขา ภรรยาน้อยกลายเป็นเขาหัวแตก ส่วนภรรยาหลวงกลายเป็นเขาอกทะลุนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ต่อมาเมื่อนายเมืองเดินทางกลับมาทราบข่าวการตายของภรรยาทั้งสอง ก็ตรอมใจตายกลายเป็นเขาเมือง (เขาชัยบุรี) ซึ่งมีลักษณะคล้ายช้างหมอบ จากนั้นไม่นายนางยี่สุ่นก็เดินทางกลับมาถึงได้ทราบข่าวการตายของบิดามารดาก็ตรอมใจตายเช่นกันแล้วได้กลายเป็น เขาชัยสน ซึ่งมีลักษณะคล้ายเรือสำเภา ในท้องที่อำเภอเขาชัยสน ส่วนนายซังกั้งเดินทางกลับมาช้าทีสุดก็ได้ทราบข่าวการตายของคนในครอบครัวก็ตรอมใจตายกลายเป็นเขากัง
และมีตำนานที่เกี่ยวกับเขาลูกนี้อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ในอดีตนานมาแล้วทางฟากฝั่งตะวันออกของทะเลสาบสงขลาไม่มีภูเขาชาวท้องถิ่นในละแวกนั้นต้องการให้มีภูเขาเพื่อเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด จึงพร้อมกันว่าจ้างนายแรงผู้มีพลังมหาศาลให้หาบเขาจำนวน ๑๐๐ลูก มาเรียงติดต่อกันเป็นลูกเดียวโดยไปหาบมาจากทวีปอุดร นายแรงรับตกลง ไปหาบเขาจากทวีปอุดรครั้งละ ๒ลูกมาวางต่อเรียงกันเข้า หาบได้ ๔๙หาบ ได้เขา ๙๘ลูก เผอิญหาบสุดท้ายคือหาบที่ ๕๐คานหาบหักสะบั้นลงทำเอานายแรงเสียหลัก คุกเข่าลงบนพื้นดินอย่างแรงทำให้พื้นดินตรงนั้น กลายเป็นหนองลึก ชาวบ้านเรียกว่า “หนองนายแรง” มีกุ้งปลาชุกชุม เขา ๒ลูกที่หาบมานั้นก็กระเด็นไปไกลลูกแรกที่ไปตกทางทิศตะวันออก เรียกว่า เขารัดปูน ลูกที่สองไปตกทางทิศตะวันตก เรียกว่าเขาใน ส่วนเขา ๙๘ลูก ที่วางเรียงติดกันไว้แล้วนั้นคือเกาะใหญ่นั่นเอง (เขารัดปูน เขาในเกาะใหญ่ อยู่ในเขตอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา)
และการที่คานหาบหักสะบั้นในเที่ยวสุดท้ายทำให้นายแรงเกิดโมโหสุดขีด จับไม้คานข้างหนึ่ง พุ่งไปทางทิศตะวันออกโดยแรงไปตกที่ตำบลสนามไชย ปลายคานหาบยังดันดินไปเป็นเป็นทางยาว จนกลายเป็นลำคลอง เรียกว่าคลองรี (ตำบลสนามไชย คลองรี อยู่ในเขตอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา)ส่วนไม้คานอีกข้างหนึ่ง นายแรงจับพุ่งไปทางทิศตะวันตกข้ามทะเลสาบสงขลา ผ่านบ้านลำปำบ้านควนมะพร้าว ปลายคานหาบไปชนยอดเขาลูกหนึ่งเข้าอย่างจังจนยอดเขาทะลุจึงมีชื่อเรียกว่า“เขาอกทะลุ” อยู่ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุงเป็นตราสัญลักษณ์ของเมืองพัทลุงมาจนทุกวันนี้
พ.ศ.๒๔๓๒ (ร.ศ.๑๐๘) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองพัทลุง ทรงกล่าวถึงเขาอกทะลุไว้ในจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสแหลมมลายูคราว ร.ศ.๑๐๗ แล ๑๐๘ ว่า
“...เขาอกทะลุนั้นที่ยอดเขามีเป็นยอดสูงโดดขึ้นไปอิกชั้นหนึ่ง มีช่องเป็นปากถ้ำกว้าง ปล่องไปทะลุข้างเขาอีกด้านหนึ่งตรงกันเป็นลำกล้องตะแคงแลเห็นฟ้า แลเห็นต้นไม้ตามช่องนั้นได้ ที่ในช่องนั้นว่ากว้างเท่านาอันหนึ่ง นัยหนึ่งว่าช้างสองตัวลอดพร้อมกันได้ ตามที่ว่านี้ยากที่จะเอาแน่ได้ เพราะเป็นที่สูงเหลือที่จะวัดสอบ...”
พิกัดภูมิศาสตร์ รุ้ง ๗องศา ๓๗ลิปดา ๒๔ฟิลิปดาเหนือ
แวง ๑๐๐องศา ๐๔ลิปดา ๕๓ฟิลิปดา ตะวันออก
(แผนที่ทหารลำดับชุด L 7017 ระวาง 5024 III พิมพ์ครั้งที่ 1– RTSD จังหวัดพัทลุง
พิกัด 47 NPJ 188428 มาตรส่วน 1 : 50,000)
สิ่งสำคัญ
๑. ถ้ำพิมพ์หรือถ้ำเขาอกทะลุ เป็นถ้ำที่ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของเขาอกทะลุ ปากถ้ำหันไปทางทิศตะวันตก กว้างประมาณ ๕เมตร ลึกประมาณ ๒๐เมตร ภายในถ้ำแสงส่องสว่างเข้าไปจนถึงตอนบนมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก กรุพระพิมพ์และสภาพพื้นที่ทั่วไปภายในถ้ำถูกขุดทำลายจากการขุดขี้ค้างคาวของชาวบ้าน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้เคยเสด็จไปขุดพระพิมพ์ดินดิบที่ถ้ำแห่งนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๕และทรงได้นิพนธ์ไว้ในหนังสือ จดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ.๑๒๑ความตอนหนึ่งว่า
“...เวลาเที่ยง ๔๕ ขึ้นช้างไปประมาณ ๒ เส้น ก็ถึงเขา เลี้ยวเข้าไปตามทุ่งนาอีกประมาณ ๕ เส้น ถึงเชิงเขาปีนขึ้นไป ๔ ฤา ๕ วา ถึงถ้ำมีรูปพระประกัปฝังดินอยู่มากกว่ามากขุดอยู่จนบ่าย ๒.๓๕ จึงกลับขึ้นช้างไป ได้พระพิมพ์มามาก แต่ยังไม่รู้ว่ารูปอะไรต่ออะไร เพราะเปียกชำรุดดูไม่ได้...”
พระพิมพ์ดินดิบที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงขุดได้ในครั้งนั้นจำนวนหนึ่ง ได้นำไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพ ฯส่วนใหญ่เป็นรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ปัทมปาณี พระพุทธเจ้าอมิตาภะ พระศรีศากยะมุนีและสถูป
๒. ถ้ำคุรำ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของถ้ำพิมพ์ห่างกันประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ปากถ้ำหันไปทางทิศตะวันตก กว้างประมาณ ๒๐ เมตร ลึกประมาณ ๒๐เมตร ภายในมีถ้ำมีกรุพระพิมพ์ดินดิบ สมัยศรีวิชัยจำนวนมาก ปัจจุบันสภาพถ้ำถูกทำลายจากการขุดขี้ค้างคาวและการย่อยหิน
๓.ถ้ำตลับ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของถ้ำคุรำห่างกันประมาณ ๕๐เมตร ปากถ้ำหันไปทางทิศตะวันตกเป็นถ้ำขนาดใหญ่มาก มีหินงอกหินย้อยและแอ่งน้ำสวยงามมาก ภายในถ้ำมีกรุพระพิมพ์ดินดิบสมัยศรีวิชัย ปัจจุบันถ้ำตลับและถ้ำคุรำเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ถ้ำตลับ มีการพัฒนาบริเวณหน้าถ้ำสร้างกุฏิที่พักสงฆ์และเจดีย์ประดับกระเบื้องโมเสก ๑องค์
๔. เจดีย์ยอดเขาจัง ตั้งอยู่บนยอดเขาจัง ซึ่งเป็นยอดเขาหนึ่งในภูเขาอกทะลุด้านทิศเหนือ มีความสูงประมาณ ๒๔๐เมตร สภาพปัจจุบันทรุดโทรมมาก เหลือเพียงซากฐานเจดีย์สี่เหลี่ยม ซึ่งเคยมีการลักลอบขุดค้น ได้พบแหวนหัวงูและเงินเป็นจำนวนมาก
๕. เจดีย์ยอดเขาอกทะลุ เล่ากันว่าพ่อหลวงนุ้ยเจ้าอาวาสวัดโคกคีรีกับท่านรักษ์ วัดเดียวกันได้ชักชวนชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ การสร้างครั้งนี้พ่อนุ้ยได้นำเอาสำเภาเงินสำเภาทองบรรจุไว้ในเจดีย์ด้วย ได้ทำสระน้ำเล็กๆ ไว้กลางกองเจดีย์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้มีการสมโภชเจดีย์ มีหนังตะลุงโนราแสดง ๓วัน๓คืน ต่อมาไม่นานฟ้าได้ผ่าองค์เจดีย์เหลือแต่ฐาน ฝ่ายหลวงพ่อนุ้ยกับหลวงพ่อรักษ์ก็ปรึกษากันชักชวนชาวบ้านขึ้นไปก่อเจดีย์ใหม่ เมื่อเสร็จแล้วฟ้าก็ผ่าเจดีย์ลงมาอีก เพราะเนื่องจากการสร้างเจดีย์ทั้ง ๒ครั้งไม่ได้ติดสายล่อฟ้า จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๕๘หลวงพ่อนุ้ยมรณภาพ การคิดสร้างเจดีย์บนเขาอกทะลุก็ชะงักไปช่วงหนึ่ง ต่อมาเมื่อย้ายเมืองพัทลุงตั้งที่ตำบลคูหาสวรรค์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๗ทางคณะพ่อค้าในตลาดพัทลุงได้ร่วมกันคิดที่จะสร้างเจดีย์บนเขาอกทะลุอีก โดยติดสายล่อฟ้าไว้ด้วย แต่ขาดพระสงฆ์ที่จะเป็นผู้นำ จึงทำการสร้างไม่สำเร็จ เจดีย์เขาอกทะลุจึงถูกทิ้งร้างตราบเท่าปัจจุบัน
เจดีย์บนยอดเขาอกทะลุก่ออิฐถือปูนมีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๔.๕๐X ๔.๕๐เมตร รากฐานที่เหลือสูงประมาณ ๑.๕๐เมตร ทางทิศเหนือของเจดีย์มีแนวบันไดขึ้นสู่ฐานทักษิณ กว้างประมาณ ๒เมตร ฐานทักษิณเดิมปรุด้วยกระเบื้องแต่หักไปหมดแล้ว ส่วนองค์เจดีย์มีรูปแบบอย่างไรไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด แต่บางท่านกล่าวว่าคล้ายเจดีย์วัดควนกรวด กล่าวคือเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ฐานทักษิณปรุด้วยกระเบื้องสีเขียว
การกำหนดอายุสมัย
สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒), รัตนโกสินทร์
การประกาศขึ้นทะเบียน
ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ หน้า ๓๖๙๔ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘
ประวัติการอนุรักษ์
พ.ศ.๒๔๗๘ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น